วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ผู้มีปัญญา


แต่ไหนแต่ไรมาชาวบ้านที่อยู่อาศัยตามชนบทมักจะถูกคนในเมืองดูหมิ่นเหยียดหยามว่าเป็นคนที่ไร้การศึกษาไม่มีความรู้ และก็ถูกกีดกันออกห่างจากแวดวงของสังคมที่กำลังพัฒนาโดยสิ้นเชิง แต่กาลเวลาที่เปลี่ยนไป วิวัฒนาการของโลกผลักดันให้ผู้คนในชนบทก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าหาการศึกษาอย่างมุ่งมั่น ในขณะเดียวกันกับที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเริ่มมองเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกัน อันเป็นหัวใจในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ดังนั้น การศึกษาที่มีอยู่จึงเป็นปัจจัยในการช่วยให้ประเทศชาติเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านการบริหารการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม นั่นคือผลจากการที่ประชาชนมีความรู้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

แต่สังคมได้กำหนดไว้ว่าความรู้สามารถวัดได้จากระบบการศึกษา ซึ่งหมายความถึง ใบรับรองคุณวุฒิ ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตร เท่านั้นเอง และสิ่งเหล่านั้นรับรองได้เฉพาะในเรื่องความรู้ตามมาตรฐานทางสังคมเท่านั้น .... แต่ไม่ได้รับรองว่าผู้ที่มีความรู้ในระดับต่างๆ เหล่านั้น เป็นผู้ที่มีสติปัญญาอยู่ในระดับเดียวกันกับคุณวุฒิที่มีอยู่หรือไม่? เพราะคนบางคนมีปริญญาบัตรอยู่ในมือ แต่กลับมีสติปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุและผล ... น้อยกว่า ... คนที่มีประกาศนียบัตรชั้นประถมศึกษาตอนปลายหรืออาจจะน้อยไปกว่าคนบางคนที่ไม่เคยมีเศษกระดาษรับรองความรู้สักใบ

ดังเช่นคนบางคนที่เรียนจบปริญญาเอกมายืนหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้าผืนดินแปลงหนึ่งโดยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำอะไร และเมื่อใช้ความรู้เข้ามาพิจารณาจึงเริ่มมองเห็นช่องทางขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่มีความสามารถที่จะลงมือกระทำด้วยตนเองได้เลย ขณะที่คนบางคนไม่ได้ใช้เวลาคิดอะไรมากมายนัก ก้มหน้าก้มตาหว่านไถพรวนดินหว่านกล้าปลูกข้าวปลูกพืชผักปลูกสร้างที่พักอาศัยตามสัญชาติญานของการเอาชีวิตรอด คนบางคนก็กำใบปริญญาบัตรเพ่งมองหางานบนเส้นทางที่เหมาะสมกับความรู้ที่ตนร่ำเรียนมา จนไม่มีข้าวจะกิน แล้วจึงค่อยรู้ตัวว่าควรจะวางใบปริญญาบัตรนั่นลงก่อน แล้วหันไปมองเส้นทางอื่นดูบ้างเพื่อทำให้ท้องหายหิว

ความรู้ กับ ปัญญา จึงเป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเป็นตัวกำหนดคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาในสังคมปัจจุบัน มีของแถมมาให้อีกมากมายเช่น ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ความต้องการที่จะดำรงอยู่เหนือผู้อื่น การแข่งขันเอารัดเอาเปรียบกันในทุกวิถีทาง ความต้องการที่จะทำตัวให้เป็นจุดเด่น ความต้องการที่จะครอบครองสิ่งของต่างๆ ให้เหมือนกับที่ผู้อื่นมีอยู่ ความไร้ซึ่งจรรยาบรรณขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ฯลฯ

วิทยาการที่ก้าวล้ำไปข้างหน้า กลายเป็นตัวผลักดันให้วิวัฒนาการของมนุษย์ต้องเดินย้อนถอยหลังกลับไปสู่ความไร้ซึ่งสามัญสำนึกในการอยู่ร่วมกัน หวนกลับไปหาสัญชาติญานของสัตว์ป่าที่แก่งแย่งต่อสู้เข่นฆ่ากันเพื่อแสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีวิต มุ่งเน้นไปที่การเอาตัวรอดในสังคมเท่านั้น ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่มีการใช้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น โลกยุคปัจจุบันผู้คนเราค้นพบสัจธรรมที่ลอกเลียนมาจากผู้อื่น ทุกสิ่งที่ทำลงไปก็เพื่อตัวของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อครอบครัว ไม่ใช่เพื่อชุมชน ไม่ใช่เพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ แต่เพื่อตัวเองเท่านั้น

สังคมโดยรวมชื่นชมต่อวิถีทางของประชาธิปไตย ที่ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงหลักการ หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมาประชาชนล้วนตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงมาโดยตลอดจากผู้นำที่มีมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการในรูปแบบใดๆ ก็ตาม แต่ประชาชนส่วนมากก็ยังคงถูกหลอกลวงให้เชื่อว่าประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดินมีอำนาจเต็มที่ในการเลือกสรรผู้แทนของตนขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงในการบริหารปกกครองประเทศให้เป็นไปตามแนวทางที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนาน ไม่เคยมีความต้องการของประชาชนถูกนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามนั้นแต่เรื่องเดียว หากแต่ว่านโยบายในการบริหารปกครองประเทศจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงสูงสุด ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านั้นก็พร้อมเสมอในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วยความเต็มใจ .... ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง .... และเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป แนวนโยบายในการบริหารประเทศจะเป็นเพียงแนวความคิดของพรรคการเมืองนั้นๆ ซึ่งอาจจะ ... ออกมาจากความคิดของคนเพียงคนเดียว .... เพื่อความมุ่งหมายเดียว ... กระทำในทุกวิถีทางเพื่อดำรงสถานภาพในความเป็นผู้ปกครองประเทศให้ยาวนานที่สุด

การเอาอกเอาใจประชาชนด้วยนโยบายประชานิยมด้วยเงินส่วนหนึ่งจากงบประมาณแผ่นดินเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้ผลมากที่สุดในการซื้อใจประชาชนให้ลืมเลือนความคิดของตัวเองลงไปเสียบ้าง แล้วหันมาแบมือรับการช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไม่ต้องลงทุน จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนในการอาศัยอำนาจที่มีอยู่ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้เอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายตนในการเบียดบังผลประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ของแผ่นดินมาเป็นของตน แนวทางนี้จำเป็นต้องแบ่งรายได้เข้าไปเกื้อหนุนให้กับนักธุรกิจการเมืองและฐานอำนาจต่างๆ ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจนี้ไว้ และเครื่องมือที่ดีที่สุดในการนี้ก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ แล้วก็อาศัยความเชื่อที่งมงายในบางกรณีเข้ามาเป็นตัวช่วยสนับสนุน เช่น ความเชื่องมงายในหลักการที่บิดเบือนผิดเพี้ยนไปทางศาสนา ความเชื่อมั่นในหน้าฉากที่สวยงามของตัวบุคคล 

ประชาชนบางส่วนจึงเพิกเฉยต่อความถูกต้อง พร้อมที่จะเอนเอียงเข้าหาคนหมู่มากที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะต่อต้านขัดขวาง

ประชาธิปไตยที่กล่าวอ้างว่าเกิดจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ซึ่งไม่ใช้สติปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุและผล ...

ก็จะพาประเทศก้าวเดินเข้าสู่กับดักแห่งหายนะ ในที่สุด